คุยกับ ‘ไป’ และ ‘แม้ว’ ศิลปินเจ้าของผลงานสไตล์จัดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานปาร์ตี้ ดนตรีและแฟชั่น

ไป-ธนา แสงศร หรือชื่อในวงการ PAI LACTOBACILUS เรียกตัวเองว่าเป็น Visual Artist, Motion Graphic Designer และ Illustrator แต่หลักๆแล้วชีวิตของเขาจะหมกมุ่นอยู่กับการทำงานภาพเคลื่อนไหวซะเป็นส่วนใหญ่ ไปคือศิลปินมากฝีมือผู้หลงใหลในการสร้างงานวิชวลและโมชันกราฟิกสำหรับคอนเสิร์ต ปาร์ตี้และเฟสติวัลต่างๆ โดยก่อนหน้านี้เขาเคยมีทีมงานชื่อ Electrobacilus แต่ปัจจุบันเขาหันมาทำงานเดี่ยวภายใต้ชื่อของตัวเองอย่างเต็มตัวแล้ว

สำหรับ แม้ว-รัชนี นิมมานเทอดวงศ์ แฟนสาวของไปคือศิลปินที่ทำงานศิลปะสายคราฟต์ผู้ชื่นชอบและรักในการใช้สีแต่งแต้ม วาดลวดลายลงบนเรือนร่างของผู้คน เธอต่อยอดงานอดิเรกของตัวเองอย่างการทำบอดี้เพ้นท์สู่การสร้างแบรนด์ Pim Cosmetix แบรนด์เครื่องสำอาง Hand Crafted สีสันฉูดฉาดสไตล์จัดจ้าน ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานศิลปะ, ดนตรีและแฟชั่น

พวกเราชาวแวมมีโอกาสได้นั่งคุยกับทั้งสองคนถึงเรื่องราว จุดเริ่มต้นของการก้าวมาเป็นศิลปิน วิธีคิด การทำงานต่างๆ รวมถึงเรื่องของการผสมผสานงานศิลปะสาย Motion และ Craft เข้าด้วยกัน ซึ่งน่าสนใจไม่น้อยเลยสำหรับใครที่ชอบเสพงานหรือมีความฝันว่าอยากจะเป็นศิลปินที่สร้างงานศิลปะประเภทนี้

จุดเริ่มต้นของการเป็นศิลปิน

ไป : เราเรียนจบด้านเซรามิกมา แล้วทีนี้ช่วงหลังเรียนจบตอนนั้นยังไม่ค่อยมีงานก็เลยไปทำงานเป็นราชการ เป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้นเซรามิกตุ๊กตาจิ๋ว เครื่องปั้นดินเผาอะไรพวกนั้น พอทำไปได้หนึ่งปีเราก็ถามตัวเองว่าไอ้การปั้นเซรามิกมันใช่ตัวเราจริงๆหรือเปล่า สุดท้ายพอรู้สึกว่ามันไม่ใช่จริงๆก็เลยลาออกมาอยู่บ้าน เป็นคนตกงาน ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่เรายังค้นหาตัวเองไม่เจอ 

ตอนนั้นก็เลยคิดว่าต้องไปเรียนเพิ่มแล้ว เพราะไม่งั้นเราอดตายกันแน่นอน ก็เลยไปเรียนกราฟิกมา ช่วงนั้นแหละเป็นช่วงที่เราเริ่มพัฒนาทักษะด้านการออกแบบ เริ่มต้นจากการทำภาพนิ่ง ภาพประกอบ ก็พัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆแล้วพอได้เข้าไปทำงานในบริษัททีวีเจ้าหนึ่ง เราก็เริ่มได้ทำโมชันกราฟิก งานอนิเมชันที่เป็นภาพเคลื่อนไหวครับ

แม้ว : ส่วนพี่จบมาก็ทำงานตรงสายค่ะ เราเรียนนิเทศศิลป์มา เราก็มาทำกราฟิก ทำงานบริษัทเอเจนซี่โฆษณา แล้วก็มีทำพวกงานออกแบบสิ่งพิมพ์ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของเราที่ชอบไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆด้วย แต่จุดเริ่มต้นจริงๆมันก็เกิดมาจากงานอดิเรกของเราแหละ เราชอบการเพ้นท์ เพ้นท์ตัวเอง เพ้นท์เพื่อนเวลาออกไปเที่ยวอะไรแบบนี้ค่ะ มันก็พัฒนามาจากตรงนั้นและเมื่อก่อนเราทำงานประจำแล้วเราก็ออกมาเป็นฟรีแลนซ์ ซึ่งพอออกมามันก็ทำให้เรามีเวลาทำในสิ่งที่ตัวเองชอบมากขึ้น

ไป : แม้วเขาจะชอบทักษะเรื่องการวาดรูป วาดคน วาดภาพพอร์เทรตเป็นหลัก

แม้ว :  เราจะมีความคราฟต์กว่าเขา เขาจะทางพวกอุปกรณ์ดิจิตัล เราจะไม่ค่อยถนัดทางนั้น เราจะชอบเพ้นท์ ชอบทำงานมือมากกว่า

ใครเริ่มก่อนกัน

ไป : ผมน่าจะนำมาก่อนนิดหนึ่ง เมื่อก่อนเราทำงานด้านมิวสิคโปรดักชัน พวกงานทีวีเป็นหลัก แล้วพอได้ทำงานให้กับหลายๆค่ายก็เริ่มพัฒนางานของตัวเองที่เป็นงานเกี่ยวกับโมชันกราฟิก งานอนิเมชัน ซึ่งเราก็มีเรเฟอร์เรนซ์จากเมืองนอกที่เป็นช่องดนตรี เราก็เริ่มดูและศึกษาจากเรเฟอร์เรนซ์เหล่านั้นแล้วก็เอาความรู้ที่ได้มาพัฒนาตัวเอง

แม้ว : เราดูเรเฟอร์เรนซ์งานกันเยอะ

งานศิลปะสาย Visual, Motion Graphic

ไป : ตอนที่ผมเริ่มทำมันอยู่ในช่วงที่ไนท์คลับบ้านเราเริ่มมีจอกันแล้ว มันเริ่มมีการใช้วิชวลต่างๆและเราก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมาถูกทาง เริ่มรู้สึกชอบ ประกอบกับการที่เราทำงานอยู่ในบริษัททีวีเกี่ยวกับดนตรีช่องหนึ่งด้วย และเราก็มีเพื่อนอยู่กลุ่มหนึ่งที่เขาชอบเที่ยวคลับ ปาร์ตี้ ไปงานเฟสติวัลกัน พอเราเริ่มออกไปเที่ยวบ้างก็เลยได้ซึมซับมาจากตรงนั้น

ช่วงเวลาที่รู้สึกว่าได้พัฒนาตัวเองมากที่สุดคือตอนที่ลาออกจากงานมาทำเอง พอออกมาแล้วมันก็ทำให้เรามีเวลาทำอะไรมากขึ้น มีเวลาหาอะไรใหม่ๆทำ ซึ่งตรงนี้มันก็ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้นเยอะ และตอนนั้นเป็นช่วงที่เรากลับมาจับงานภาพนิ่งด้วย เพราะรู้สึกว่าทักษะภาพนิ่งของเรามันน้อยไป ก็เลยเบรกตัวเองจากการทำงานโมชันกราฟิกไปก่อน

การทำโมชันกราฟิกหรือภาพเคลื่อนไหวมันต้องเริ่มจากการทำภาพนิ่ง คือเป็นภาพนิ่งแล้วค่อยขยับไปเรื่อยๆเฟรมต่อเฟรม ทีนี้เราก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราสามารถสร้างภาพนิ่งในหนึ่งเฟรมให้ออกมาสวยได้ มันก็จะกลายเป็นองค์ประกอบที่ทำให้งานโมชันกราฟิกของเราสมบูรณ์

 

ภาพนิ่งคือส่วนสำคัญของการทำงาน Motion Graphic

ไป : ใช่ครับ คือเรากลับมาเพิ่มทักษะการทำภาพนิ่งให้มันเป๊ะ ให้มันดีขึ้นจากการทำงานภาพประกอบ ทำโปสเตอร์ ทำอาร์ตเวิร์ค แล้วค่อยกลับไปทำงานโมชันใหม่อีกทีหนึ่ง ทีนี้พอเราเริ่มมีพอร์ตที่เป็นงานภาพนิ่งเยอะขึ้น ลูกค้าบางคนก็จะสงสัยว่าเราทำได้ด้วยเหรอ ผมก็บอกว่าผมทำได้มานานแล้วแต่ผมไม่ได้ทำ ผมทำแต่ภาพเคลื่อนไหว ตรงนี้มันก็เลยเหมือนเป็นประตูอีกบานที่ทำให้เรามีลู่ทางในการทำงานเพิ่มขึ้นมา จากที่เมื่อก่อนได้ทำแต่งานภาพเคลื่อนไหว กลายเป็นตอนนี้ก็ได้ทำงานเกี่ยวกับภาพนิ่งด้วย

จุดเริ่มต้นของการทำ Body Paint

แม้ว : มันจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราไปเกาะเต่ากันทุกสงกรานต์เลยค่ะ ไปกันทุกปี จุดนี้แหละ เราเริ่มเอาสีนีออนที่หามาจากเมืองนอกไปเพ้นท์เล่น แล้วทีนี้ไอ้การที่เราจะไปเพ้นท์คนในงานที่มันทั้งเมา ทั้งมืดแล้วก็เคลื่อนไหวกันตลอดเวลา จะให้เรามานั่งแต่งหน้าแบบปราณีตให้สวยงามเหมือนคนเขาแต่งกันปกติมันก็ไม่ได้ ฉะนั้นเราก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้มันสวยและเร็ว ทำให้เขาแฮปปี้กับสีที่อยู่บนใบหน้าของเขา  ซึ่งเราคิดว่าการทำงานในสภาวะแบบนี้มันช่วยให้เราพัฒนาฝีมือได้เร็วมาก เพราะมันท้าทายทุกอย่างเลย แล้วการเพ้นท์ส่วนใหญ่มันก็จะเป็นลวดลายคล้ายๆเรขาคณิตผสมกับแบบอื่นๆอีกหลายอย่าง 

การผสมผสานงานศิลปะสาย Craft และ Visual, Motion Graphic เข้าด้วยกัน

ไป : น่าจะมาจากการทำแบรนด์ของเรา ซึ่งมีกิจกรรมที่เราจัดขึ้นชื่อ KRAFTMETIX มันคือการเรียกศิลปินมาแล้วให้เขาเอาสีของเราไปใช้เพ้นท์คน

แม้ว : ด้วยความที่เราเป็นคนชอบสีแปลกๆ สีที่คนปกติเขาไม่ได้ใช้ทากันในชีวิตประจำวัน เช่น สีฟ้า สีเขียว สีน้ำเงินอะไรแบบนี้  เราก็เลยหาวิธีว่าจะทำยังไงดีให้คนเหล่านั้นเขายอมทาสีของเรา ก็เลยเริ่มจากการเอาสีที่เราทำหลายๆสีแจกให้เพื่อนศิลปินแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคนทำกราฟฟิตี้ เพนเทอร์หรือแม้กระทั่งคนที่แต่งหน้าโดยใช้สเปเชียลเอฟเฟกต์ แล้วก็บอกเขาว่าให้เอาสีของเราไปทำอะไรก็ได้แต่ต้องใช้คนเป็นแคนวาส

เขาก็ไปทำกันมาแล้วก็ถ่ายรูปมาร่วมจัดแสดงในงาน Kraftmetix Exhibition โดยเป็นผลงานจากศิลปินประมาณ 30 คน จัดในร้านเล็กๆที่ข้างล่างเป็นบาร์ ข้างบนเป็นแกลลอรี่ เสร็จแล้วเราก็เชิญคนเข้ามาดูงาน ภายในงานก็จะมีกล่องสีดำที่เราใส่ลิปสติกทุกสีของเราไว้ แล้วเราก็บอกทุกคนที่มาดูงานนี้ว่าถ้าคุณหยิบลิปสติกในกล่องนี้ขึ้นมาคุณเอาไปเลย เราให้ฟรี แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่งคือถ้าคุณหยิบขึ้นมาแล้วไม่ว่าจะเป็นสีอะไรคุณต้องทาเดี๋ยวนั้นเลยนะ 

บางคนเขาหยิบได้สีเขียว สีน้ำเงินเขา ก็อึ้ง ไม่กล้าทา ก็ขอแลกเป็นสีอื่น แต่ทีนี้พอในงานเริ่มมีคนที่ทาสีแปลกๆเยอะขึ้นก็ทำให้คนที่ไม่กล้าทาในตอนแรกเริ่มรู้สึกว่างานนี้มันเป็นโอกาสพิเศษที่เขาจะได้ทาลิปสีแปลกโดยไม่ต้องเขิน เพราะว่ามีเพื่อนในงานทาด้วย เขาก็มาขอเปลี่ยนจากสีธรรมดาเป็นสีเขียว มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่านี่แหละคือชัยชนะของเราแล้วที่ป้ายยาเขาได้ ทำให้เขาเปลี่ยนใจและกล้าทาลิปสีแปลกๆ 

แล้วก็เวลาเราไปออกบูธเพื่อขายสีของเรา ปกติเวลาผู้หญิงลองสีเขาก็จะป้ายตรงข้อมือแล้วก็เช็ดออก ทีนี้เราก็มาคิดว่าจะทำยังไงให้เขาลองสีของเราแล้วไม่อยากล้างออก เราก็เลยทำสเตนซิลที่ออกแบบเป็นลายสวยๆให้คนมาเพ้นท์ลงบล็อค ใครที่เดินผ่านมาแถวนั้นเราก็เรียกมาลองเลย ด้วยสีต่างๆที่เรามี แล้วก็ลอกออก มันก็ทำให้เขารู้สึกว่ามันสวย มันมีดีไซน์ มันมีความอาร์ตนะ เขาก็ไม่อยากจะลบทิ้งเพราะว่ามันดูไม่เลอะ ซึ่งวิธีนี้มันเวิร์ค คนชอบ เลยกลายเป็นว่านี่แหละคือจุดเริ่มที่ทำให้เราขยับเข้ามาทำงานศิลปะด้านบอดี้เพ้นท์ 

ไป : เราเริ่มออกบูธกันจริงๆคืองาน Kolour In The Park ครับ เป็นการออกบูธเพื่อทำบอดี้เพ้นท์เลย มีการทำ Face Art ออกแบบหน้า ออกแบบลายเพ้นท์บนหน้าโดยใช้สไตล์และทักษะการทำวิชวลกราฟิกของผมมาผสมผสานในการทำบอดี้เพ้นท์ด้วย แต่แม้วเขาก็จะเข้าใจมากกว่าเรา ว่าคนนี้ต้องทำแบบไหน เพ้นท์สไตล์ไหน

แม้ว : เราต้องมองคนจากคาแรคเตอร์ก่อนค่ะ ว่าเขาแต่งตัวยังไงแต่งสไตล์ไหน โทนสีเสื้อผ้าแบบไหน ถ้าโครงสร้างหน้าเขาเป็นแบบนี้เราควรจะเพ้นท์ยังไง ลงเส้นไปในทิศทางไหนให้มันออกมาสวยงามที่สุด ซึ่งเรื่องพวกนี้มันก็อยู่ที่ประสบการณ์ ถ้าเราทำงานมาเยอะประสบการณ์มันก็จะช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น