Jason Padgett ชาวอเมริกา วัย 50 กับพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์ที่ผู้ใดก็ไม่สามารถเทียบได้ จนคนใกล้ตัวของเขาหลายคนเป็นต้องอึ้งกิมกี่ เพราะประวัติอันโชคโชนไม่น่าจะนำพาให้เขาลงเอยด้วยการเป็นนักคณิตศาสตร์สุด Genius ที่ใครๆ ก็รู้จัก ปัจจุบันเขาไม่ด้เป็นเพียงนักคณิิตศาสตร์เท่านั้น ยังเป็นนักพูด, นักเขียน, นักวาดรูปเรขาคณิตอันซับซ้อน

ในอดีตเจสันได้ถูกขนานนามว่าเป็นเสือผู้หญิง เขาทำงานร้านเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นกิจการของครอบครัว ไม่เคยคิดจะแยแสเรื่องการเรียนเลยสักนิด “คณิตศาสตร์” คือสิ่งที่เขาขยาดมากที่สุด กิจวัตรของเจสันในวัยนั้นคือทำงานร้านเฟอร์นิเจอร์พอเลิกงานก็ไปดื่มตามผับบาร์ จีบหญิงเป็นว่าเล่น แต่มีอยู่คืนหนึ่งในปี 2002 การท่องราตรีของเขาไม่ได้สนุกอย่างที่เคยเป็น เจสันถูกการ์ดของร้านรุมกระทืบอย่างหนัก ร่างกายและสมองของเขาได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง ซึ่งไม่ว่าใครที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ต้องรีบไปพบแพทย์อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นไปได้สูงมากที่จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลไปสักพัก แต่เจสันกลับได้เพียงยาแก้ปวดกลับมาพร้อมเหตุผลของแพทย์ที่บอกว่าเขาเองไม่ได้เป็นอะไรมาก

แต่ยาที่ได้มาแทบจะไม่บรรเทาอาการปวดของเจสันให้ดีขึ้นเลย หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันเขาก็ปวดหัวอย่างรุนแรงคล้ายกับคนที่ป่วยเป็นโรคเครียด (PTSD เนื่องจากสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง) และเริ่มเห็นภาพซ้อนของวัตถุต่างๆ มีลักษณะเป็นเส้นเชื่อมกันไปมา นานวันเส้นเหล่านั้นก็กลายเป็นรูปทรงที่สมบูรณ์แบบเหมือนกับทรงเรขาคณิตที่ได้รับการวัดสัดส่วนมาเป็นอย่างดี แต่เขาก็ยังไม่สามารถเข้าถึงสมการของรูปทรงเหล่านั้นได้ หรือนี่คือพรสวรรค์ที่หลบซ่อนของเขาเอง


ภาพจาก Mirror

 

เจสันไม่รอช้ารีบสมัครเข้าเรียนวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์อย่างจริงจัง ในคลาสเรียนเขาได้พบกับอัจฉริยะในโลกของการคำนวนมากหน้าหลายตา และพวกเขาเหล่านั้นก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “สิ่งที่เขาทำได้นั้น มันเทพเกินกว่ามือใหม่จะทำได้ ” เหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำให้เขาข้องใจเป็นอย่างมากจึงขอเข้าการตรวจอย่างละเอียด จนได้ข้อสรุปว่า โรคที่เขาเป็นเรียกว่า Savant Syndrome 

คือโรคที่สมองพัฒนาทักษะเฉพาะด้าน เช่น คณิตศาสตร์, ศิลปะ, ดนตรี ทำให้ความอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ของทุกคนนั้นถูกเปิดเผยขึ้นมา ซึ่งมนุษย์ทุกคนจะมีอาการนี้อยู่เพียง 10% เท่านั้นและการถูกกระตุ้นให้ถูกแสดงออกมาแตกต่างกันออกไป ในกรณีของของเจสันเป็นการได้รับแรงกระแทกอย่างหนักทำให้กระตุ้นต่อมอัฉริยะดังกล่าวขึ้น แล้วคุณคิดว่าคุณเองเป็นอัฉริยะด้านไหนกันบ้าง? แต่แอดไม่แนะนำให้ไปโดนกระทืบนะเพราะโอกาสที่ 10% นั้นจะเผยออกมานั้นไม่แน่นอน เอาเป็นว่าลองเริ่มจากการขยันและตั้งใจกันก่อนดีกว่านะ


ภาพจาก look4ward

 

- ขอบคุณข้อมูลจาก New York Post -