หลายคนคงจะรู้กันอยู่แล้วว่าการฟังเพลงมีประโยชน์กับเราหลายอย่าง แต่ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็น่าจะหนีไม่พ้นการฟังเพลงเพื่อผ่อนคลาย เพื่อ relax ความเครียดจากการเรียนการทำงานอะไรต่างๆ ก็ว่ากันไป แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่าการฟังเพลงที่พวกเราคุ้นเคยหรือทำกันอยู่ทุกวันนี้มันจะสามารถช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ และทำให้เรากลายเป็นคนที่ productive มากกว่าที่เคย

โดยข้อมูลนี้ถูกอธิบายไว้ในวิจัยของผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านดนตรีบำบัด Teresa Lesiuk จากมหาวิทยาลัยไมอามี่ ที่พบว่าการฟังดนตรีนั้นนอกจากจะเป็นการช่วยสร้างบรรยากาศในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อความผ่อนคลาย หรือเพื่อเหตุผลใดๆ ที่แตกต่างกันไปของแต่ละบุคคลแล้ว การฟังเพลงระหว่างการลงมือทำงานยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และการลงมือทำให้มากขึ้นกว่าเดิมได้ด้วย แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกประเภทของดนตรีจะสามารถสร้างผลดีแบบนี้ได้ เพราะในทางกลับกันเพลงบางประเภทนั้นอาจทำให้การโฟกัสของเราแย่ลงกว่าเดิมไปเสียอีกจึงต้องเป็นดนตรีใน 7 ประเภทนี้เท่านั้น

1. ดนตรีคลาสสิก

หลายคนคงเคยได้ยินทฤษฎี “โมสาร์ตเอฟเฟกต์” กันมาบ้าง เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันว่าการฟังดนตรีคลาสสิคสามารถช่วยในการปรับปรุงการทำงานของสมอง อีกทั้งการฟังดนตรีที่ไม่มีเนื้อร้องนั้นมีส่วนช่วยให้เรา productive ง่าย เพราะไม่ไขว้เขวกับเนื้อเพลง ตัวอย่าง : Clair de Luna

2. ดนตรีธรรมชาติ

การฟังเสียงธรรมชาติอย่างเสียงลำธาร เสียงคลื่นกระทบหาด ช่วยเพิ่มพลังทางปัญญาได้ดีมากกว่าการฟังเสียงสัตว์ร้อง ตรงกับที่นักวิจัยสถาบันโพลีเทคนิคพบว่าเมื่อเปิดดนตรีที่มีเสียงธรรมชาติจะช่วยให้การทำงานของพนักงานมีประสิทธิผลมากขึ้น

3. ดนตรีประกอบภาพยนตร์

อาจฟังดูแปลก แต่ซาวด์แทร็กประกอบภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ เร้าใจ สามารถทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจรู้สึกอยากทำอะไรให้สำเร็จ รู้สึกฮึกเหิมท่ามกลางงานที่แสนธรรมดาขึ้นมาได้

4. ดนตรีประกอบวิดีโอเกม

อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม แต่เพลงประกอบเกมมักสร้างขึ้นมาเพื่อกระตุ้นเร้าประสาทสัมผัสของผู้เล่นที่เจอกับสถานการณ์ท้าทาย จึงมีพลังขับเคลื่อนให้เราอยากก้าวไปข้างหน้าและมุ่งมั่นกับสิ่งที่ต้องทำ

5. ดนตรีเบสหนัก

 ผลวิจัยจาก Medical Daily แนะนำว่าให้เราเลือกฟังบทเพลงประเภทนี้ก่อนที่จะเข้าไปในสถานการณ์ที่ต้องใช้ความมั่นใจอย่างการพรีเซนต์งาน หรือการเข้าประชุม เพื่อเสริมความมั่นใจและเพิ่มพลังงานในตัว แต่การฟังระหว่างการทำงานที่ต้องใช้สมาธิจดจ่ออาจไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก

6. ดนตรีที่มีความเร็ว 50-80 bpm

Emma Grey นักบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมที่ทำงานร่วมกับ spotify พบว่าการฟังเพลงในระดับความเร็วนี้ทำให้สมองอยู่ในสถานะคลื่นอัลฟา ซึ่งทำให้รู้สึกจิตใจสงบ โฟกัสกับสิ่งที่ทำอยู่มากขึ้น แถมยังมีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นด้วย

7. ดนตรีโปรดที่ชอบฟัง

จัดเพลย์ลิสต์เพลงโปรดของตัวเองที่ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไปจะช่วยปรับอารมณ์และเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนและทำงานได้ โดยงานวิจัยของ Teresa Lesiuk พบว่าคนฟังเพลงที่ตัวเองชื่นชอบนั้นมีความคิดที่ดี และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าคนที่ทำงานโดยไม่ได้ฟังเพลง

 

 

เป็นยังไงกันบ้างกับ 7 ประเภทดนตรีที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้เราได้แบบไม่น่าเชื่อ ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้กับการเรียนและการทำงานให้เหมาะสมกับเรากันดู เพราะนี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกง่ายๆ ที่จะช่วยเพิ่มความ productive ในการสร้างงานเจ๋ง ๆ ของพวกเราขึ้นมาได้อีกทางนั่นเอง !

 

- ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก  INC.beartai.com -