“ตั้งแต่ผมอยู่ ม.ปลาย ผมก็ชอบถ่ายบ้านข้างๆ”
ชวนคุยกับตูน ณัฐธีร์ ผู้ทำให้มุมมองของบ้านข้างๆเปลี่ยนไปทุกวัน

 

กาแฟก็อยากดื่ม งานอาร์ตก็อยากเสพ

ใครว่างานศิลปะต้องอยู่แค่ที่หอศิลป์ หรือ Art Gallery ใหญ่ๆเท่านั้น คงดีกว่าแน่ถ้ามีงานศิลปะที่แสดงอยู่บนพื้นที่เล็กๆในร้านกาแฟน่ารักๆ บรรยากาศสุดชิลล์ใจกลางเมือง

ให้เราเสพทั้งงานศิลปะ จิบกาแฟ (แถมบางวันก็มีดนตรีสดให้ฟังด้วย) ร่วมพูดคุยกันอย่างอบอุ่นไปกับ ตูน - ณัฐธีร์ อัครพลธนรักษ์ 

ตูน - ณัฐธีร์ อัครพลธนรักษ์ เป็นใครกันแน่ (?)

เจ้าของผลงานอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านดนตรี งานศิลปะ หรือแกลลอรี่ในร้านกาแฟใหม่ของเขาที่เพิ่งเปิดมาร่วม 2 เดือน บ้างก็มีข่าวปล่อยออกมา (เอาฮา) ว่าเขามีแฝดอีกคนหนึ่ง

เป็นนักร้องในนามวง YERM ซึ่งหลายๆคนก็หลงเชื่อไปตามๆกัน (ฮา) อันที่จริงคือคนเดียวกันนี่แหละ ไม่ว่าจะ YERM หรือ t_047 ตูนเล่าว่าดนตรีทำมาก่อนอยู่แล้ว เป็นอีกวงหนึ่ง

และหน้าที่ของ YERM คือการ output สิ่งที่ดำมืดในใจออกไป ส่วน t_047 เริ่มมาจากการที่เขารู้สึกว่าข้อความที่มันออกไป มีมุมมองที่บางทีไม่สามารถเล่าผ่านแคปชั่นสั้นๆได้ เลยทำเป็นเพลง

ดีกว่า เพราะเพลงสามารถเล่าเรื่องได้ดี มีน้ำเสียง มีเมโลดี้ มีจังหวะ มีความหนักเบา ก็เลยใช้เพลงเป็นสื่อกลางถ่ายทอดบางอย่างออกมาแทน

จุดเริ่มต้นของ IG : t_047 - บ้านข้างๆ  

ที่มาที่ไปเริ่มจากการเริ่มถ่ายรูปท้องฟ้าบ้านข้างๆโดยไม่มีเหตุผลอะไร นอกจากชอบเวลามันอยู่รวมกันหลายๆรูป (ซึ่งตอนแรกทำแล้วรู้สึกเท่ในใจ อยากให้คนมองว่าเราเท่) 

อยากให้คนมองเข้าใจว่าจะสื่อสารอะไร แล้วพอทำไปเรื่อยๆกลายเป็นว่า มันเริ่มตัดมุมมองของคนอื่นออก เหลือแค่มุมมองของเราที่รู้สึกว่า เฮ้ย! มันเป็นพื้นที่ที่เจอปัญหาอะไร

เราก็กลับมาถ่ายรูปโพสต์ข้อความลงไปได้ มันเป็น gallery ในโลกออนไลน์ของเรา เกิดเป็นจุดเริ่มต้นมาจนทุกวันนี้

t_047 คืออะไร เป็นรหัสลับของอะไรหรือเปล่า?

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 (ราว 6 ปีที่แล้ว) ตูนเล่าว่า ช่วงที่มีความคิดจะทำ IG นี้ขึ้นมา เกิดจากความชอบหนังเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่อง t_047 ของพี่เล็ก คงเดช (แสดงโดยพี่เล็ก Greasy Cafe)

 ในหนังพูดถึงการมีตัวตน และความทรงจำได้ดีมาก เป็นหนังเรื่องแรกที่เดินเข้าลิโด้ 3 วันต่อกัน เพื่อดูถึง 3 รอบ เพราะไม่เข้าใจอะไรเลย เป็นหนังอินดี้เรื่องแรกๆที่ดู ในหนังจะมีซีนที่นางเอก

เก็บกล่องเปล่าไว้ แล้วบอกว่าในกล่องมีกลิ่นของบางสิ่งอยู่ และรู้สึกว่า “จริงๆการเก็บความทรงจำไม่ได้จำเป็นต้องเป็นแค่เรื่องของภาพถ่าย” เราไม่จำเป็นต้องถ่ายว่าเราทำอะไร ณ วันนั้น

แต่ทุกครั้งที่เรากลับไปอ่านแคปชั่นจะจำได้ว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง และนี่ก็เป็นที่มาของ บ้านข้างๆ หรือ t_047 นั่นเอง

จาก gallery ในโลกออนไลน์ สู่บ้านข้างๆ Cafe & Gallery

ก่อนหน้าจะมาเป็น บ้านข้างๆ Cafe & Gallery ตูนเคยเอาผลงานนี้ไปจัดแสดงที่ 10ml. Cafe Gallery มาก่อน ซึ่งเป็นร้านพี่ที่รู้จักกันและเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก ทำให้รู้สึกว่าการที่

งานตัวเองออกมาจับต้องได้จริงๆ มีคนดูที่เราเห็นสีหน้าเค้าได้จริงๆ มันมากกว่าแสนสองแสนคนในโซเชียลที่เราไม่รู้ว่าเค้ารู้สึกอะไรบ้าง การไปอยู่ที่ตรงนั้นมันได้คุยกัน นำมาสู่วันนี้

ที่เขาพร้อมและสามารถสร้างให้มันอยู่ในพื้นที่ของเขาได้ ดูคนหมุนเวียนเปลี่ยนไปที่เข้ามาพูดคุยกัน เป็นปัจจัยที่ทำให้เขากล้ามาเปิดที่นี่ แต่ถ้าแรงผลักดันที่ดีที่สุดคงเป็นเรื่องที่

“เขาไม่ชอบงานประจำเอาซะเลย”

จะว่าไป.. คนส่วนมากก็คงจะเบื่องานประจำเป็นเรื่องปกติ ยิ่งเป็นมนุษย์กรุงเทพด้วยแล้วล่ะก็ ปัจจัยต่างๆยิ่งทำให้การเบื่อเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ และตูนก็คือหนึ่งในนั้นที่รู้ตัวเองว่าไม่ชอบงานประจำ

อยากใช้ชีวิตที่มันสุดโต่ง จะเป็นจะตายค่อยไปลุยกันข้างหน้า การทำงานประจำที่ได้เงินเยอะมากๆ แต่ไม่มีความสุข สุดท้ายไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปทำอะไร ไม่รู้ว่าความสุขมันอยู่ตรงไหน เลยตัดสินใจ

อยู่กับงานศิลปะดีกว่า และเหตุผลที่เลือกเปิดเป็นคาเฟ่ก็คือ คาเฟ่มันสามารถต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับคนที่มามากได้มากกว่า รวมถึงตัวเขาด้วย สามารถนั่งวาดรูปเล่นได้  ถ้าเป็นร้านเหล้า

คงไปในเรื่องของการ entertain สร้าง community มากกว่า

 

ส่วน concept ของ บ้านข้างๆ Cafe & Gallery ตูนเล่าว่าจริงๆอยากให้มันเป็นคาเฟ่ที่เข้ามาแล้วดูไม่ทำงานจนเกินไป อยากทำให้มันเป็น gallery น่ารักๆ เพราะในไทยยังไม่มี อยากดูงานศิลปะ

ก็ต้องไปหอศิลป์ฯ ยังไม่มีศิลปินคนไหนที่ทำเป็นที่ของตัวเอง และในบางวันใครดวงดีก็อาจจะได้ดูดนตรีสดจากเพื่อนๆของเขา มาเล่นแบบเป็นกันเองให้ฟังกันอีกด้วย

อีกทั้งไม่อยากให้ตัวงานอยู่แค่ใน IG หรือแค่ในโซเชียล เพราะมีช่วงที่ Facebook, IG ล่ม ก็รู้สึกว่านี่มันไม่ใช่โลกความจริงแล้ว ผลงานต่างๆกลายเป็นว่ามันอยู่ในโลกสมมติ วันดีคืนดี

คนไม่สามารถเข้าไปดูงานได้ หรือแม้กระทั่งเขาเองก็ไม่สามารถเข้าไปดูงานตัวเองได้ เลยคิดว่าเรามาสร้างมันให้อยู่ในโลกความจริงดีกว่า 

 

เสน่ห์ที่น่าหลงใหลของ บ้านข้างๆ Cafe & Gallery คงเป็นความอบอุ่น เป็นกันเองนี่แหละที่ดึงดูดผู้คนมากหน้าหลายตาเข้ามา ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามามีทั้งคนที่ติดตามผลงานใน IG มาก่อน

และมีคนใหม่ๆเข้ามาก็เยอะ และเป็นร้านที่คนสามารถจอยกันได้ ตูนเล่าว่าบางทีก็เห็นคนที่ไม่ได้มาด้วยกัน เค้าคุยกันได้ นั่นคือจุดประสงค์หนึ่งที่เขาต้องการพรีเซนต์มาตลอด คือเราเป็นเพื่อนกัน

ที่นี่ไม่ใช่เพียงร้านกาแฟ แต่คือการเข้ามาแล้วร่วมกันแชร์เรื่องราวต่างๆ แลกข้อมูลกัน ทำให้เกิดเป็นสังคมที่ดีได้จากที่นี่

“จริงๆการดูงานศิลปะไม่ใช่เรื่องเข้าถึงได้ยาก การเข้ามาดูรูปท้องฟ้าและแคปชั่น 1 ภาพ ไม่ว่าอ่านแล้วรู้สึกหรือไม่รู้สึกอะไร นั่นคือศิลปะที่ง่ายมากๆ” 

 

ปลายทางคือการไม่คาดหวังและยอมรับว่าโลกมันก็เป็นแบบนี้
“ไม่คาดหวัง ไม่ผิดหวัง” ทฤษฎีนี้เป็นจริงเสมอ

ตูนก็เชื่อแบบนั้นเหมือนกัน.. เขาเล่าต่อว่า สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ไม่ได้มองปลายทางเลย ถ้าไปตั้งความหวังแล้วไปไม่ถึงมันก็จะเศร้า เลยคิดว่าค่อยๆเป็นค่อยๆไปดีกว่า

อย่างทุกวันนี้ตื่นมาอยู่ตรงนี้มีความสุข ไปเล่นดนตรีก็มีความสุข 

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการก่อตั้ง บ้านข้างๆ Cafe & Gallery (นอกเหนือจากได้เงินหล่อเลี้ยงชีวิต)สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เห็นคนที่มาดูงานมีรีแอคกับงาน คนที่เข้ามา

มีทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จัก มีทั้งคนที่ดูแล้วอินและไม่อิน คนที่ไม่รู้สึกอะไรก็มี คนที่เข้ามาแล้วไม่อ่านข้อความ ถ่ายรูปเฉยๆก็มี นี่คือสิ่งต้องยอมรับว่าโลกมันเป็นแบบนี้

 

“เราต้องยอมรับให้หมดว่าโลกทุกวันนี้มันเป็นแบบนี้ เราก็ดีใจที่ได้เห็นโลกความเป็นจริงมันเป็นแบบนี้เหมือนกัน” 

“สมมติว่าวันนึงมีลูกค้า 200 คน อาจจะมีสัก 30 คนที่เดินอ่านทุกรูป บางข้อความอาจทำให้เค้านึกถึงเรื่องราวบางอย่าง

อยู่กับรูปๆหนึ่งนานเป็นนาที บางคนมาคุยกับเรา เช่น ผมชอบรูปนี้เพราะมันทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์นี้.. ก็ถือว่าประสบความสำเร็จกับมัน”

 

เล่นดนตรี vs เปิดร้าน

“ต่างกันเลย ถ้าไปเล่นดนตรีมันคือ one-way communication เราขึ้นไปบนเวที มีหน้าที่เป็นผู้พูด คนดูมีหน้าที่เป็นผู้ฟัง แล้วเค้าไม่สามารถโต้ตอบกับเราได้ แต่ว่าการมาเปิดร้านแบบนี้เราจะ

ได้เห็นคนที่ดูงานเรา แล้วมีส่วนร่วมกับมันจริงๆ” 

“เวลาไปเล่นดนตรีพาร์ทของตัวงานจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เป็น performance สื่อสารผ่านดนตรี เป็นสิ่งที่เราโยนไปให้เค้า แต่แกลลอรี่อันนี้เราตั้งไว้เฉยๆ ให้เค้ามาดูมันเอง เรามีหน้าที่แค่นั่งดู

ว่าคนรีแอคกับมันยังไง บางคนเดินเข้ามาแล้วก็ อ๋อ.. โฟโต้ช็อป, รูปวาดหรือรูปถ่าย ฯลฯ บางคนที่พยายามตีความข้อความเรา ทั้งๆที่จริงๆมันอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้”

 

จากตูน ถึง คนที่รักบ้านข้างๆทุกคน

นอกจากคำขอบคุณแล้ว ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่อยากให้คาดหวังอะไรมากเกินไป เพราะสิ่งที่เขาพบเจอมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา คือการที่คนพยายามยกเขาให้เป็นใครที่อยู่เหนือกว่าคนปกติ

การทำงานตรงนี้ไม่ใช่ว่าเขาต้องเป็นคนที่นั่งมองท้องฟ้าทุกวัน (ฮา) มีไปเฮฮากับเพื่อนปกตินี่แหละ 

“เราโอเคถ้าใครจะยกให้เราเป็นไอดอล แต่ก็ต้องยอมรับให้ได้ด้วย ถ้าวันนึงเราไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง” และนี่จะเป็น concept ของอัลบั้มในเพลงที่ 2 ด้วย (แอบขายของหน่อย) ในอัลบั้มแรกทำให้เขา

เข้าไปอยู่ในสปอตไลท์ เข้าไปอยู่ในสายตาคนอื่น แต่หลังจากนี้สิ่งที่เขาจะทำ คือจะออกมาจากสายตาผู้คน ออกจากสปอตไลท์ตรงนั้นแล้ว 

“เคยเห็นคนที่พยายามมากที่จะเข้าไปอยู่ในสายตาคนอื่น รู้สึกอึดอัดแทน เลยเป็นที่มาของรูปนี้”

 

Sorce 
ภาพประกอบ
https://www.facebook.com/t047gallery/

Facebook Fanpage 
บ้านข้างๆ
https://www.facebook.com/bkkt047/

บ้านข้างๆ Cafe & Galleryhttps://www.facebook.com/t047gallery/
เวลาเปิด-ปิด : 11:00 AM - 7:00 PM
ที่ตั้ง : 35/11 ถนนพญาไท,แขวงถนนพญาไท, เขตราชเทวี, กรุงเทพ 10400