นับเป็นเรื่องที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งบนโลกใบนี้ที่ได้มีพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยมิตรภาพ ความรัก

และความทรงจำที่ดี ให้กลุ่มคนที่รักอิสระ ได้มีพื้นที่ใช้ความสุขร่วมกันอย่างเต็มที่บนพื้นที่...ที่ราบสูง ริมเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น

ESAN MUSIC FESTIVAL เทศกาลดนตรี “อีสานเขียว”

พวกเขาใช้ดนตรีและศิลปะเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ผู้คนมากมายก็ต่างเดินทางมาเพื่อค้นหาความเป็นหนึ่งเดียว การเดินทางของกลุ่มเพื่อนกลุ่มหนึ่ง ที่มีความชอบการเดินทาง ชอบดนตรี และศิลปะเหมือนกัน พวกเขาตัดสินใจที่จะจัดงานของตัวเองขึ้นมา

“ตอนนั้นเมื่อปีแรกชื่อ อีสานเร็กเก้ ยังไม่ใช่อีสานมิวสิค ปีแรกๆ เลย ก็ลองจัดดู ตอนนั้นเราก็ยังแค่เอาความคิดตัวเอง เราก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย”

- คัตเตอร์ : – ผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาลดนตรีอีสานเขียว -

ปี 2012 จนถึงปัจจุบัน อีสานเขียวใช้เวลาเดินทางมาแล้ว 8 ปี จากกลุ่มเพื่อนเล็กๆ เพิ่มพูนเป็นเพื่อนกลุ่มใหญ่ พวกเขาเปิดกว้าง และพร้อมสร้างมิตรภาพเสมอ การทำงานของผู้จัดเทศกาลอีสานเขียว เป็นการทำงานแบบไม่มีนายทุน พวกเขาใช้ความสามารถที่มีของแต่ละคนมารวมกัน ไม่ใช่เพียงแต่ลงแรง แต่ลงใจไปไม่น้อย กว่าจะได้เทศกาลดนตรีดีๆ แบบนี้เกิดขึ้น 

“ถ้าถามว่าเหนื่อยไหม? เหนื่อยนะ แต่ผลลัพธ์สุดท้ายแล้วมันคุ้มค่ามากๆ”

พี่คัตเตอร์ได้เล่าถึงบรรยากาศการทำงานของทีมอีสานเขียวว่า...ทีมงานได้ใช้เวลาเตรียมงานกันล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ลงพื้นที่ ตั้งแคมป์อยู่ที่เขื่อนกันเลย กินนอนด้วยกัน ทุกๆวันตื่นมา ทุกคนจะมีกิจกรรมร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน แล้วก็แบ่งหน้าที่กันทำงาน

นอกจากนั้นยังได้จัดตั้ง โรงเรียนอีสานเขียวขึ้นเพื่อเป็นจุดศูนย์รวมของเด็กๆ และชาวบ้านที่จะเข้ามาเรียน เข้ามาทำกิจกรรมที่พวกเราจัดขึ้น เป็นลักษณะแบบโรงเรียนจริงๆ เลย มีการเข้าแถวหน้าเสาธงตอนเช้าด้วย มีทีมอาสาสมัคร และครูอาสา หลายๆ คนมาช่วยกันสอนศิลปะเด็กๆ และสอนทักษะต่างๆ ให้กับคนในชุมชน เช่นสอนทำผ้ามัดย้อม สอนทำสบู่ หรืองานฝีมือต่างๆ และถึงแม้ช่วงที่ไม่มีงานอีสานเขียว พวกเขาก็จะเข้าไปทำกิจกรรมที่โรงเรียนนี้อยู่เรื่อยๆ ซึ่งจะจัดแบบนี้ทุกๆ เสาร์แรกของเดือน

มันคือ “มิติความสัมพันธ์ชุมชน” ที่อีสานเขียวได้สร้างขึ้น เพราะการที่เราเข้าไปใช้พื้นที่ของเขื่อนอุบลรัตน์จัดงาน อาจจะส่งผลกระทบบางอย่างกับชุมชนที่อยู่อาศัยได้ แต่อีสานเขียวทำให้เกิดการเกื้อหนุนกันอย่างลงตัว

เริ่มแรกเลยวัสดุที่ใช้ในการตกแต่งบรรยากาศต่างๆ ในงานคือ “ไม้ไผ่” ที่ซื้อมาจากคนในชุมชน เมื่อใช้เสร็จเราก็จะเอาไปทำโรงเรียน เอาไปทำประโยชน์คืนสู่ชุมชนอีกทีไม่ให้เสียเปล่า การสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน เช่น การเปิดพื้นที่ให้ขายสินค้าพื้นบ้าน, การให้บริการรถสองแถว/รถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง, การให้เรือประมงมาจอดริมฝั่งเพื่อสร้างให้เป็นบรรยากาศถ่ายรูป, การให้คนในชุมชนได้เข้างานฟรี, การให้เด็กๆในชุมชนได้มาวาดภาพในงาน ทั้งหมดนี้เป็นภาพของความสุขร่วมกัน ที่อีสานเขียวตั้งใจทำขึ้นเพื่อผูกมิตรกับคนในชุมชน ทำให้เกิดความผูกพัน และนั่นคือกระบวนการหนึ่งที่จะนำไปสู่ เทศกาลดนตรีสันติภาพที่สมบูรณ์แบบ

จากอีสานเร้กเก้ ที่เป็นเพียงความชอบของคนกลุ่มเล็ก ปัจจุบันอีสานเขียวได้เปิดกว้างขึ้น มีดนตรีแนวใหม่ๆ มากมาย ทั้งจากไทย และต่างประเทศ โดยทีมงานได้มีการคัดเลือกวงที่จะเข้ามาร่วมเล่นในเทศกาลกันอย่างหนัก ซึ่งยึดหลักว่าต้องเป็นเพลงจรรโลงโลก ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติและสังคม และทุกๆคนสามารถฟังได้ ซึ่งในทุกๆปี ก็มีศิลปินเข้ามาร่วมขึ้นแสดงบนเวทีอีสานเขียวมากมาย และแต่ละปีก็จะมีศิลปินแต่งเพลงประจำอีสานเขียวให้ ได้แก่.. “เพลง E-SAN REGGAE : ศิลปิน GECKO JAH” “เพลงอีสานเขียว : ศิลปิน Cap Rock เจ้าชายขนนก feat. Judean Kong” “เพลงจนกว่าจะกลับมาพบกัน : ศิลปินคณะขวัญใจ” โดยทุกปีทุกๆคนจะได้ร่วมร้องเพลงอีสานเขียวไปด้วยในช่วงสุดท้ายของงาน

นับเป็นภาพความทรงจำที่พร้อมสร้างความเบิกบานในใจของทุกคน ให้ติดกลับบ้านไปจนกว่าจะกลับมาพบกันใหม่ในปีต่อไป อีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดบรรดาคนรุ่นใหม่มากมายให้อยากมางานนั้นก็คือ “ความอิสระ” จะเป็นที่รู้กันของทุกคนว่า งานอีสานเขียวคือพื้นที่ที่ให้ทุกคนได้ปลดปล่อย และแสดงความเป็นตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ผ่านการแต่งกายที่สุดแปลก แหวกแนว โดดเด่น มีสไตล์ชัดเจนของแต่ละคนปนกันไป จนสามารถเรียกได้ว่าเป็น “รันเวย์ที่ราบสูง” ที่ต่างคนต่างพกความมั่นใจ เดินเฉิดฉาย ได้อย่างไม่ต้องเขินอาย

ภายในงาน “Woodstock เมืองไทย” ฉายาของอีสานเขียวที่หลายๆ คนได้นิยามให้ไว้ ฉายานี้ยิ่งตอกย้ำให้ภาพจำของอีสานเขียวชัดเจนขึ้นในเรื่องของ สันติภาพ, ความรัก และ การอนุรักษ์ธรรมชาติ

…PEACE…สัญลักษณ์ของสันติภาพ ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ เพื่อถ่ายทอดอุดมการณ์ของงาน และเป็นสัญลักษณ์ที่จะหลอมรวมทุกคนเข้าไว้ด้วยกัน ที่ราบสูง ภูเขา แม่น้ำ ทุ่งหญ้า และบรรยากาศของพระอาทิตย์ตก ได้สร้างความสัมพันธ์ ความผูกพัน ความรักให้กับผู้คนที่ได้ผ่านเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นความทรงจำมากมาย ที่ถูกแผ่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง ทำให้มีผู้ที่ตั้งใจจะเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศดีๆ แบบนี้สักครั้ง

เพราะ “อีสานเขียว” ไม่ใช่เพียงพื้นที่สีเขียว แต่หมายถึงพื้นที่แห่งความอุดมสมบูรณ์ ที่อบอวลเต็มไปด้วย.. ความรัก.. ความสุข.. และความทรงจำมากมาย เทศกาลดนตรีนี้ มีความน่าหลงใหลยังไง แค่อ่านบทความ หรือดูคลิปบันทึกภาพต่างๆ คงไม่เข้าใจ เท่ากับการหยิบกระเป๋าแล้วออกไปสัมผัสมันด้วยตัวเอง

 

 

 

 

 

 

เทศกาลดนตรี E-san music festival Thailand 2019

ประจำปีที่ 8 วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2562 ณ เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ประเทศไทย