Burning Man เทศกาลเสพงานศิลป์สุดอลัง ที่ทุกคนต้องนอนกลางดินกินกลางทราย

 

หากพูดถึงงานเทศกาลที่ยิ่งใหญ่อลังการและเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของเหล่านักท่องเที่ยวทั่วโลก ชื่อของ Burning Man จะต้องถูกเอ่ยถึงและโพล่งขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆอย่างแน่นอน เพราะว่างานเทศกาลนี้มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานที่จัดงานซึ่งอยู่ใจกลางทะเลทรายอันกว้างขวางกินพื้นที่กว่า 100 ไมล์หรือประมาณ 160 กิโลเมตร, งานศิลปะหลากหลายชนิด ทั้งประติมากรรม สถาปัตยกรรม อินสตอลเลชัน ฯลฯ จากศิลปินมากหน้าหลายตาที่ถูกสร้างและขนมาโชว์ไว้ให้คนเชยชมตามจุดต่างๆ, กฎ No Money ที่ไม่อนุญาตให้ใช้เงินภายในงาน (เสียค่าบัตรอย่างเดียว ทุกคนที่เข้าร่วมต้องขนอาหารและสิ่งของต่างๆมาแลกเปลี่ยนกัน) เพื่อเป็นการสนับสนุนแนวคิดแห่งการแบ่งปัน ความเท่าเทียมและการไม่แบ่งแยก ล้วนแล้วแต่เป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้ผู้คนเดินทางมาเข้าร่วมเพื่อสัมผัสกับประสบการณ์สุดวิเศษนี้

 

Photo: Stewart Harvey / Burning Man Organization

 

จุดเริ่มต้นของ Burning Man เทศกาลเสพงานศิลป์สุดยิ่งใหญ่เกิดขึ้นจากไอเดียของชายสองคนนามว่า แลร์รี ฮาร์วีและเจอร์รี เจมส์ ผู้ก่อตั้ง พวกเขาสร้างมันขึ้นมาครั้งแรกในปี 1986 ณ ชายหาดเบเกอร์ รัฐซานฟรานซิสโก โดยมีผู้เข้าร่วมงานเพียงแค่ 20 คน เนื่องจากตอนนั้นมันยังเป็นเพียงแค่งานปาร์ตี้เล็กๆของกลุ่มเพื่อนฝูงที่มาพบปะสังสรรค์กัน  ก่อนที่ภายหลังตัวเทศกาลจะเริ่มโด่งดังมีชื่อเสียงจนได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลทำให้ทีมผู้จัดต้องย้ายสถานที่จัดงานมาอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้างของทะเลทรายแบล็กร็อก ทางตะวันตกเฉียงเหนือรัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา และกลายเป็นหนึ่งในงานเทศกาลระดับยักษ์ที่ผู้คนเฉียดแสนหลั่งไหลมาท่องเที่ยวกันทุกปี

 

Photo: Stewart Harvey / Burning Man Organization

 

Photo: Mark Hammon / Burning Man Organization

 

ในช่วงเวลาของเทศกาลที่ยาวนานกว่าสัปดาห์ สถานที่แห่งนี้จะแปรสภาพตัวเองจากความโล่งโจ้งกลายเป็นเมืองจำลองซึ่งถูกสรรค์สร้างขึ้นโดยเหล่าผู้เข้าร่วม มีหมู่บ้าน มีประชากร มีกฎระเบียบ เปรียบเสมือนชุมชนขนาดย่อมที่ทุกคนต้องมาใช้ชีวิตเสพสุขร่วมกันอย่างทุลักทุเลเป็นการชั่วคราว ก่อนจะแยกย้ายกันไปหลังวันสิ้นสุดเทศกาล นอกจากนั้นที่ Burning Man แห่งนี้ยังเปรียบเสมือนพื้นที่แห่งโอกาสที่เปิดให้คนได้แสดงพลังทางความคิดอย่างอิสระเสรี และสามารถแสดงออกทางตัวตนได้อย่างสุดโต่ง จะทำอะไร จะแต่งตัวแบบไหนก็ได้ ตราบใดที่ยังอยู่ในขอบเขตของกฎระเบียบและไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น

 

Photo: George P. Post / Burning Man Organization

 

Photo: Mark Mennie / Burning Man Organization

 

แม้ภาพลักษณ์ของงานอาจจะดูเพี้ยนหลุดโลกไปบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ทางผู้จัดค่อนข้างเคร่งคัดและให้ความสำคัญมากก็คือเรื่องการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงขนาดมีการบัญญัติกฎเหล็กที่ชื่อว่า Leave No Trace ขึ้นมา ซึ่งมีความหมายว่า ‘การไม่ทิ้งอะไรไว้’ กล่าวคือ ในช่วงเวลาของเทศกาลหากมีการทำกิจกรรมอะไรตรงไหน หลังงานเลิกแล้วต้องเก็บกวาดให้เรียบร้อยเพื่อให้ทุกอย่างกลับไปอยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด ห้ามทิ้งขยะหรืออะไรก็ตามที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

Photo: Jacques de Selliers / Burning Man Organization

 

ไฮไลต์สำคัญสุดของงานเทศกาล Burning Man คือการเผาหุ่นไม้จำลองขนาดยักษ์ลักษณะคล้ายมนุษย์ผู้ชายในคืนวันสิ้นสุดเทศกาล (เรียกกันว่า The Man) เพื่อบ่งบอกถึงการสิ้นสุดและการมาอยู่รวมกันของทุกคน โดยในแต่ละปีเจ้าหุ่นไม้นี้ก็จะมีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในปี 2011, 2014 เป็นปีที่ The Man ได้รับการบันทึกสถิติว่ามีขนาดสูงใหญ่มากที่สุดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเทศกาลมา ด้วยความสูงถึง 32 เมตร หากจะบอกว่าพิธีกรรมนี้เปรียบเสมือน ‘สัญลักษณ์’ ของเทศกาล Burning Man ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะมันเป็นแบบนั้นจริงๆ มันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เทศกาลสุดยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้น

 

Photo: Scott London / Burning Man Organization