ต้องยอมรับโดยดุษณีว่าโลกของการฟังเพลงได้เปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง กาพฤติกรรมของคนฟังยุค 2020 นั้นได้หันมาให้ความสำคัญและใช้บริการการฟังเพลงในรูปแบบ Music Streaming กันเกินครึ่งค่อนโลกไปแล้ว เพราะนอกจากจะสามารถฟังได้ทุกที่ทุกเวลา (ที่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต) แล้ว ข้อจำกัดในด้านแนวเพลง ศิลปิน หรือสถานที่สำหรับเก็บแผ่นอย่างในยุคก่อนนั้นได้เลือนหายไปโดยปริยาย กลับกลายเป็นฟังเพลงในระบบ Streaming แล้ว ซึ่งเท่ากับว่าคนฟังทั่วโลกต่างก็มีคลังดนตรีให้ได้เลือกฟังกันแบบมโหฬาร

ตลาด Music Streaming เติบโตขึ้นถึง 34% ในปี 2019 โดยมีมูลค่าธุรกิจรวมถึง 8.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินสกุลไทยก็ประมาณ 268,526,350,000.00 บาทกันเลยทีเดียว ขณะที่บ้านเรานั้นในปีนี้ก็หันมาให้ความสนใจใช้บริการ Music Streaming มากกว่า 5,000 ล้านครั้ง และมีแนวโน้มว่าจะสูงอีกในปี 2021 ซึ่งวันนี้ WHAM ขอเสนอ Music Streaming App ที่คนรักดนตรีไม่ควรพลาดมาฝากกัน! หรือใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะเอาเพลงไปลงที่ไหนดีมาดูข้อมูลก่อนได้

 

1. Apple Music

เริ่มกันด้วยอารยธรรม Apple ที่ผู้ใช้งานฝั่ง iOS และแฟนคลับ Apple ต่างรู้จักกันดีอยู่แล้ว โดยเป็นการต่อยอดจากการใช้ iTunes ไปสู่โลกการฟังเพลงที่แทบไร้ข้อจำกัด ด้วยคลังเพลงขนาดใหญ่ ทั้งไทยและเทศ ซึ่งครอบคลุมทั้งตลาดใหญ่อย่างอเมริกา อังกฤษ ไปจนถึงพี่ใหญ่ระดับเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น และเกาหลี
 

ค่าบริการรายเดือน : บุคคลทั่วไป 129 บาท, นักเรียนนักศึกษา 69 บาท
ระดับความละเอียดไฟล์ : High Quality Streaming 256 Kbps / Streaming 128 Kbps

 

2. YouTube Music

ต่อกันด้วยน้องใหม่ของเจ้าใหญ่ในตลาด Video hosting service อย่าง Youtube ซึ่งได้หันมารุกในตลาดสตรีมมิงแบบเต็มสูบด้วย YouTube Music ซึ่งมีข้อได้เปรียบนอกจากเพลงมหาศาลแล้วก็คือมีข้อมูลผู้ใช้มาจาก Youtube อยู่แล้ว จึงสามารถใช้อัลกอริธึ่มจัดการเพลย์ลิสต์หรือเพลงที่ตรงกับใจเราได้ ด้วยสนนราคาค่าบริการก็ชนกับเจ้าอื่นๆ แบบตรงๆ ที่ 129 บาท

ค่าบริการรายเดือน : 129 บาท
ระดับความละเอียดไฟล์ : สูง 256 Kbps / กลาง 128 Kbps / ต่ำ 48 Kbps

 

3. JOOX

ถัดมาเป็นสตรีมมิ่งที่มีคลังเพลงและเพลย์ลิสต์เพียบไปหมด ทั้งเพลงไทย เพลงลูกทุ่ง เพลงสากล ไปจนเพลงดังระดับเอเชีย พร้อมด้วยอีกฟังก์ชั่นคาราโอเกะที่แอปอื่นไม่มี แถมยังมีกิมมิกพิเศษที่มีดารา นักร้อง มาร้องเพลงให้ฟังอีกต่างหาก ภายใต้สนนราคาเท่ากับ 2 เจ้าแรกอีกด้วย สายแฟนคลับน่าจะชอบฟังก์ชั่นหลังนี้

ค่าบริการรายเดือน : 129 บาท
ระดับความละเอียดไฟล์ : สูงสุด (Hi-Fi) ใช้ปริมาณอินเตอร์เน็ต 20 - 30 Mb / สูง (HQ) 6 – 10 Mb / กลาง 3 – 4 Mb / ปกติ 1 – 2 Mb / ต่ำ 0.5 – 1 Mb

 

4. Spotify

Music Streaming อันดับหนึ่งของโลกในขณะนี้ ด้วยยอดผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก โดยนอกจากเพลงจะแยะแล้ว ยังมี AI อัจฉริยะมาดึงดูดใจผู้ใช้งาน ด้วยการสร้าง Playlist และคัดเลือกเพลงที่ตรงใจมาให้กับผู้ใช้งานได้อย่างเหมาะเจาะ แต่สาเหตุที่ถูกจัดอยู่ในอันดับ 4 ก็เพราะมีค่าบริการสูงกว่า 3 เจ้าแรกอยู่นิดหน่อย ก็ลองพิจารณาดูว่าคุ้มไม่คุ้มนาจา

ค่าบริการรายเดือน : 139 บาท
ระดับความละเอียดไฟล์ : สูงสุด 320 Kbps / สูง 160 Kbps / ปกติ 96 Kbps / ต่ำ 24 Kbps

5. Tidal

เจ้านี้สำหรับคนรักเสียงดนตรีสายลึกและสาย Audiophile เพราะเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่มีเพลงความละเอียด Hi-Fi และความละเอียดในระดับ MQA หรือเทียบเท่าต้นฉบับโดยไม่ผ่านการบีบอัดใด ๆ มาให้ฟังกันแบบเต็มอิ่มทั้งสองหูและหนึ่งใจ โดยมีสนนราคาแบ่งเป็น 2 เรตตามคุณภาพเสียง ซึ่งสำหรับคอดนตรีที่ชอบระบบเสียงดี ๆ ห้ามพลาดโดยเด็ดขาดจ้า

ค่าบริการรายเดือน : Tidal HiFi 258 บาท, Tidal Premium 129 บาท
ระดับความละเอียดไฟล์ : Master (MQA) / Hifi Lossless / High 320 Kbps / Normal 192 Kbps

 

- ขอบคุณข้อมูลจาก kpophyung Channel -